ไม่ได้อัพไดนานมาก เพราะทุกวันนี้ชีวิตเราก็ซ้ำไปซ้ำมา
ไม่ค่อยมีอะไรจะเล่า จะบันทึก เหมือนเป็นช่วงเวลาที่หดหู่ที่สุด
-*-
เดือนนี้เราได้เสียคนที่เราทั้งเคารพและรักไปแล้ว 2 คน
คนแรกคือแม่ของเพื่อน คนที่สองคือลุงของเราเอง
ใจหาย...
เมื่อวานหยิบเอารูปที่ถ่ายคู่กับลุงที่ถ่ายคู่กันเป็นรูปแรก
T_T
พ่อพาไปหาลุงครั้งแรกเมื่อปี 1994 หรือปี 2537
(ก่อนหน้านั้นก็เห็นแต่ในรูป)
ลุงยังแข็งแรง หน้าคล้ายๆพ่อ (ก็แหง๋สิ พี่น้องกันนี่)
รู้จักลุงครั้งแรก ลุงเป็นผู้ใหญ่ใจดี ที่สำคัญลุงพูดเก่งม๊าก
พูดอะไรก็ฟังไม่รู้เรื่องหรอก โตขึ้นมาหน่อยไปเยี่ยมลุงอีกครั้ง
ถึงฟังรู้เรื่อง แล้วเป็นเรื่องที่มีสาระ ลุงพูดทุกเรื่องที่เป็นความรู้
บางทีถ้ามีเพื่อนเก่าๆ หรือคนรู้จักไปเยี่ยม โน่นตีหนึ่ง ตีสองก็ยังคุยกัน
เด็กๆอย่างเราก็ขอไปนอน ไม่ไหว ง่วงเหลือเกิน
ZzzZZzz
เรื่องส่วนใหญ่ที่คุยมีทั้งการเมือง ศาสนา(ทุกศาสนา) วิทยาศาสตร์บ้าง ฯลฯ
ฟังๆไปก็ โห ลุงนี่รู้เยอะจัง ทำไมลุงเก่งอย่างงี้
(เคยคิดหลายครั้งว่า เออ ถ้าเราได้เรียนโท จะมาขอฝึก
วิทยายุทธทำวิทยานิพนธ์กับลุง คงได้รู้เรื่องดีๆบ้าง แต่ก็ไม่ทันแล้วหล่ะ)
ลุงเป็นคนที่น่าสนใจ แต่เราก็ไม่ค่อยรู้เรื่องของลุงหรอก
รู้แต่ว่าลุงเป็นคนที่มีความขยัน อดทน และที่สำคัญลุงเป็นคนดี
ครอบครัวของพ่อเป็นครอบครัวชาวนา ไม่ได้ร่ำรวย
สิ่งที่ปู่ กับ ย่า จะให้ลูกๆได้ คือ การสั่งสอนให้ลูกๆเป็นคนดี
เราคิดว่าปู่กับย่าประสบความสำเร็จในเรื่องนี้
ในเมื่อลุงเป็นพี่คนโต (อายุห่างจากพ่อเราพอสมควร)เมื่อลุงเรียนจบ
จากโรงเรียนในละแวกบ้าน ซึ่งก็คือบ้านนอกนี่แหละ
ลุงก็เข้ามาเรียนในตัวจังหวัดจนจบมัธยม และไปเรียนต่อที่กรุงเทพฯ
ทั้งการมาเรียนไกลบ้าน ลุงก็ต้องส่งตัวเองเรียน ลำบากก็ลำบาก
เพราะปู่กับย่าก็ไม่ได้มีเงินทองอะไรมากนัก เมื่อน้องๆโต น้องผู้หญิงคนรอง
และคนเล็กก็ไม่ได้เรียนหนังสือสูงนัก ส่วนน้องผู้ชาย (พ่อ กับ อา)ก็ตามมาเรียนที่
กรุงเทพฯ โดยที่มีลุงคอยดูแล และส่งเสีย จะว่าลุง เหมือน พ่อคนที่สอง ของ พ่อ กับ
อา ก็คงไม่ผิด
ใครจะรู้หล่ะว่าเด็กบ้านนอกจนๆ จะต่อสู้กับความยากลำบากจนได้พบกับโอกาสมากมาย
สมแล้วกับที่ทั้งลุง พ่อ และอา ฝ่าฟันช่วงเวลาที่ลำบากมาได้
ทุกวันนี้ ยังคิดเจ็บใจตัวเองว่า เราเองก็ไม่ได้ลำบากอย่างสมัยลุง กะพ่อ
ถ้าเราได้ซักครึ่งหนึ่งของเขาก็คงจะดี นี่เราแทบไม่ได้ทำอะไรเลย
แต่คนเราทุกคนมันก็ย่อมมีเวรกรรม ที่จะต้องชดใช้ ชีวิตอาจไม่ได้สวยงามเท่าไหร่
เราเชื่อว่ากรรมดี และความตั้งใจในเรื่องดีๆจะต้องกลับมารับใช้คนที่คิดดี ทำดีในที่สุด
ถึงแม้ร่างกายจะแตกสลาย หรือดับไป แต่เชื่อว่าความดีที่คนๆนั้นได้คิด ได้ทำ ได้พูด
จะเป็นสิ่งที่ยังคงอยู่ในความทรงจำของคนที่อยู่ข้างหลังต่อไป
Dont' forget that we are among the very few poor Northeasterner
who have had the privilege of attending university.
There are millions of people at home who need our help. One day
we must go back and work for the betterment of their lives.
ลุงขา หนูจะจำคำที่ลุงพูด ถึงจะไม่ได้พูดกับหนูก็เถอะ ใครจะว่ายังไงก็ช่างเขา
แต่หนูรู้ค่ะ ว่าลุงเป็นคนดี
ลุง กับ พ่อ (และแม่)
เป็นตัวอย่างที่ดีของหนูเสมอ
ลุงหลับให้สบายนะคะ แล้วซักวันเราคงได้เจอกัน
À Dieu, oncle, et au revoir à bientôt!!

***********************
ขอขอบคุณGoogle, JSTOR, ห้องสมุดศ.ดิเรก ชัยนาม
และท่านผู้เขียนหนังสือเล่มนั้น